270408 คลั่งหนักยุ่น

ช่วงนี้เข้าสู่ภาวะบ้า หนังยุ่น วันเสาร์ที่ผ่านมาเกิดอาการไม่อยากว่าง ไม่อยากอยู่บ้าน ไม่อยากไปห้าง ไม่อยากดูหนังคนเดียว ไม่อยากเข้าร้านหนังสือ ไม่อยากเจอเพื่อน เลยนัดอาจารย์ไว้ว่าจะมาขอเอาความรู้ด้วย โดยการเรียนกะผู้ใหญ่วัยทำงาน ซึ่งอาจารย์ก็ตกลงตามคาด แหม!! เด็กดีซะขนาดนี้ (กะว่าจะมาเล่นเน็ทฟรีน่ะ)
ก่อนออกจากบ้านคุณพ่อบอกว่า จะไปไหนให้บอกตรง ๆ นะ อย่าโกหก ฉันก็ตอบไปว่า งั้นก็ไปเรียนกะนู๋มั๊ย ในห้องน่ะแก่ ๆ ทั้งนั้นไม่ต้องอายหรอก คุณพ่อก็หัวเราะ และให้ไปแต่โดยดี ด้วยการเป็นสารถีไปส่งนั่นเอง
โทรไปหาอาจารย์ ท่านบอกว่า ไม่สอนแล้ว นักศึกษาไม่ยอมมา ฉันก็ถ่อสังขารเดินกลับมาที่อาคาร 3 ไกลโข แค่เหนื่อย ๆ แต่ไม่วูบ พอมาหาที่โต๊ะก็นั่งยิ้มแป้นบอกว่า นักศึกษาลาเสียแล้ว ก็คุยกันเรื่องงาน เพราะไม่คืบหน้าเท่าไหร่ อาจารย์ทักขึ้นมาว่า แขนยังไม่หายอีกเหรอ นี่มันเด่นขนาดนั้นเลยเหรอ กะว่าจะไม่บอกแล้ว นี่เดินไปคนจะมองมั๊ยเนี่ย T_T
อาจารย์ให้โปรแกรมวาดภาพกับหนังมาดู 1 เรื่อง นั่นคือ 1 Liter Of Tear สงสัยที่ให้ดูเพราะอินหนังจัดจนเอามาคิดว่าฉันจะเป็นแบบหนังมั๊ง 555+ ชื่อไทยคืออะไรไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าหนังเรื่องนี้รันทดแน่ ๆ ก่อนกลับอาจารย์ก็บอกว่า เดินดี ๆ นะ นี่ยังไม่เป็นไรหรอกน่า ขึ้นปี 4 แน่ ไม่ต้องห่วง!!! (ขอบคุณค่ะ)
เล่นมาตั้งนานเพิ่งนึกได้ว่าต้องออนเอ็ม เหมือนเป็นอะไรที่ต้องออนไปบอกอาจารย์ว่า มาถึงร้านแล้วนะ ข้าวเที่ยงยังไม่ได้กิน อาจารย์ก็ยังไม่กิน แต่ก็ไม่ได้ชวนหรอก ขี้เกียจเดินกลับเข้ามอ. ร้อน เหนื่อย อาจารย์ถามมาว่า ไม่ชินเหรอ ที่เดินคนเดียว ฉันไม่แน่ใจว่าคำถามหมายถึงอะไร หรือฉันระแวงคิดไปเอง ฉันตอบไปแค่ว่า ขี้เกียจเรียกเพื่อน และก็ไม่อยากกินคนเดียว งั้นไม่กินละกัน ตอบตรงคำถามรึเปล่าไม่รู้นะ
ก่อนกลับแวะไปดู HI5 สักหน่อย และก็ไปเจอคอมเม้นท์ เน ในสมุดบันทึก อะไรเนี่ย?? บอกว่า ตัวหนังสือฆ่าคนได้ ก็เลยโทรหาปลา (BNT) คุยกันนิดหน่อย แบบว่าตกใจเฉย ๆ ไม่คิดว่าเนจะแสดงตัว เดินไปร้านหนัง ได้หนังเรื่อง CLOSER (รอบแรกปลาแนะนำนั่นแหละ ปีที่แล้วนู้น) และเรื่อง Captain Corellis Mandolin ที่ปรายเขียนถึงในหนังสือ Passion Café ส่วน Lost in translation นั้น หมดแล้วค่ะ เก่าเกิน ไม่ได้ดูจ้อย
ช่วงนี้พอชาย ช. รู้ว่าฉันป่วย ก็โทรหาซะทุกวัน เรื่องโน้นนี้ให้ฟัง นี่เค้าบอกว่าเป็นห่วงฉันแต่เค้าเคยถามฉันบ้างมั๊ยว่า เกี่ยวกับการใช้เสียงหรือเปล่า ผู้ชายมันก็เป็นซะอย่างงี้ละนะ ถ้าถามมาละก็ฉันก็ตอบไปทันทีว่า มีแน่ จะได้รีบ ๆ วางซะที พูดไปนาน ๆ มันก็เหมือนเสียงหายลงไปในคอ (ถ้าสังเกต) แต่ถ้าคุยกับคนที่เราอยากคุยมันก็ยอมทนใช่มั๊ยล่ะ แต่นี่ไม่ ฉันไม่อยากคุย นี่คุณกลายเป็นความกดดันของฉันมากขึ้นอีกเรื่องแล้วนะ
ช่วงนี้อยากหยุดใช้โทรศัพท์ แต่อยากฟังเพลงในเครื่องอยู่ ทำงานไปฟังเพลงไปเพลินดี นี่ถ้าเราไม่ใช่ซิมเครื่องจะยังทำงานได้ปกติปะ??
|